ไอโฟน (อังกฤษ:iPhone) เป็นโทรศัพท์มือถือที่มีความสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตและมัลติมีเดีย เต็มรูปแบบผลิตและจำหน่ายโดยบริษัทแอปเปิล คอมพิวเตอร์ อิงค์ โดยการทำงานของไอโฟนสามารถใช้งานส่งอีเมล ใช้เป็นโทรศัพท์มือถือจอสัมผัสล้วนไม่ต้องใช้ปากกาสไตลัส ส่งเอสเอ็มเอส สนทนาเห็นหน้าผ่าน FaceTime Videocall ส่งไฟล์ระหว่างเครื่องไร้สายด้วย Air Drop[3] ท่องอินเทอร์เน็ตเต็มรูปแบบผ่านทางซอฟต์แวร์ซาฟารี แบบไม่รองรับ Adobe Flash ค้นหาแผนที่ Apple Maps ฟังเพลง ด้วย iTunes (Apple Music) และความสามารถอื่นๆ อีกมากมายโดยมีอุปกรณ์หลักประกอบด้วยWi-Fi (802.11b/g/a/n)บลูทูธ NFC และกล้องถ่ายภาพ 3 ตัว 2 ตัว หรือ 1 ตัว พร้อมระบบรักษาความปลอดภัย แสกนนิ้วมือ TouchID แสกนใบหน้า FaceID หรือใส่รหัส Passcode ไอโฟนรุ่นแรกมีลักษณะ 2Gquad bandGSM และ 2.5G GPRS + 2.7GEDGE รุ่นที่สองใช้ 3GUMTS และรุ่นต่อมา3.5GHSDPA, 4G LTE และ 5G NR ในปัจจุบัน
แอปเปิลได้เปิดเผยไอโฟนรุ่นแรกโดยสตีฟ จอบส์ ในงานแม็คเวิลด์ วันที่9 มกราคมพ.ศ. 2550 และวางจำหน่ายครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาวันที่29 มิถุนายนพ.ศ. 2550 ไอโฟนได้ชื่อว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยมแห่งปีจากนิตยสารไทม์ ประจำปี 2550[4] โดยมีรุ่นถัดมาคือ ไอโฟน 3G, 3GS, 4, 4S, 5, 5C, 5S, 6, 6 พลัส, 6S, 6S พลัส และ ไอโฟน SE ได้เปิดตัวเมื่อวันที่21 มีนาคมพ.ศ. 2559 ที่กลับไปใช้ขนาดหน้าจอเดียวกับไอโฟน 5S เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งไม่ชอบขนาดหน้าจอของไอโฟน 6, 6S, 6 พลัสและ 6S พลัส ซึ่งมีขนาดใหญ่เกินไป โดยไอโฟน SE มีสเปคเครื่องที่ดีกว่า iPhone 5S เช่น ในเรื่องของความเร็ว ที่เร็วกว่าสองถึงสามเท่า รวมทั้งปรับส่วนต่าง ๆ ให้เกือบเทียบเท่าไอโฟน 6S ต่อมาได้พัฒนาไอโฟนรุ่นต่อไปคือไอโฟน 7 และ 7 พลัส, 8, 8 พลัส, 10 (เท็น), 10 เอส, 10 เอส แม็กซ์, 10 อาร์, 11, 11 โปร, 11 โปร แม็กซ์, เอสอี 2, 12, 12 มินิ, 12 โปร, 12 โปรแม็กซ์, 13, 13 มินิ, 13 โปร, 13 โปรแม็กซ์, 14, 14 พลัส, 14 โปร, 14 โปรแม็กซ์, 15, 15 พลัส, 15 โปร, 15 โปรแม็กซ์, ไอโฟน 16, 16 พลัส, 16 โปร, 16 โปรแม็กซ์ และไอโฟน รุ่นล่าสุดคือ ไอโฟน 17, 17 โปร และ 17 โปรแม็กซ์[5]
ประเทศที่มีจำหน่ายไอโฟนอย่างเป็นทางการ ประเทศที่มีจำหน่ายไอโฟนรุ่นแรกแล้ว
ประเทศที่จะจำหน่ายไอโฟนวันที่ 11 ก.ค. 2551
ประเทศที่จะมีจำหน่ายไอโฟนในเวลาต่อมา
ไอโฟนเริ่มมีวางจำหน่ายครั้งแรกเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ในวันที่29 มิถุนายนพ.ศ. 2550 โดยร่วมมือกับเครือข่ายเอทีแอนด์ทีไวร์เลสส์ (ในขณะนั้นในชื่อซิงกิวลาร์ไวร์เลสส์) โดยก่อนวันจำหน่ายร้านแอปเปิลได้ปิดร้านในช่วง 14 นาฬิกาเพื่อเตรียมตัวขายไอโฟนในเวลา 18 นาฬิกาตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งมีผู้ใช้รอคิวเข้าซื้อเป็นจำนวนมาก[6] โดยทางแอปเปิลขายไอโฟนได้ 270,000 เครื่อง ในช่วง 30 ชั่วโมงแรกที่เปิดจำหน่าย[7] โดยในปัจจุบันไอโฟนรุ่นแรกมีวางจำหน่ายในหกประเทศได้แก่ไอร์แลนด์สหราชอาณาจักรฝรั่งเศสเยอรมนีออสเตรีย และสหรัฐอเมริกา
โดยในวันที่11 กรกฎาคมพ.ศ. 2551 ไอโฟนรุ่นใหม่ หรือที่รู้จักในชื่อไอโฟน 3G จะมีการวางจำหน่ายใน 22 ประเทศ ซึ่งรวมถึง 6 ประเทศที่มีวางจำหน่ายแล้ว และหลังจากนั้นจะมีวางจำหน่ายเพิ่มขึ้นอีกใน 48 ประเทศทั่วโลก รวมเป็นทั้งหมด 70 ประเทศ โดยในอาเซียนจะมีประเทศสิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ที่มีการจำหน่ายไอโฟนอย่างเป็นทางการ[8] โดยในสหรัฐอเมริกานั้น ผู้ซื้อไอโฟนรุ่นใหม่จำเป็นต้องจดสัญญากับเอทีแอนด์ทีเป็นระยะเวลาสองปี
ประเทศไทยเริ่มมีการวางจำหน่ายไอโฟน 3G ในวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2552 โดยทรูมูฟ เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์การจำหน่ายเป็นรายแรกในประเทศไทย และมีงานเปิดตัวระหว่างวันที่ 16-18 มกราคม พ.ศ. 2552 ณรอยัล พารากอน ฮอลล์สยามพารากอน[9] และดีแทคเป็นรายที่สองที่ได้สิทธิ์การจัดจำหน่าย โดยมีการเปิดตัวพร้อมจำหน่ายเครื่องวันแรก เมื่อวันที่13 มีนาคม พ.ศ. 2553 ณ ลานพาร์ค พารากอนสยามพารากอน
ไทยได้วางจำหน่าย ไอโฟน SE ในเดือนพฤษภาคม 2559
และในวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553 เวลา 0.00 น.ไอโฟน 4 ได้เปิดตัวในประเทศไทย โดยทรูมูฟ,ดีแทค และAIS เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์การจำหน่ายในประเทศไทย
และในวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 8:00 น. ไอโฟน 15 และ 15 พลัส และ ไอโฟน 15 โปร และ 15 โปรแม็กซ์ วางจำหน่ายทรูมูฟกับดีแทคและเอไอเอส และวางจำหน่ายที่แอปเปิ้ลสโตร์ 2 สาขา เซ็นทรัลเวิลด์ และ ไอคอนสยาม